Warning: mysql_fetch_array() expects parameter 1 to be resource, boolean given in /home/vandee/public_html/app_top.php on line 59
บางระจัน ตอนที่ 11
ยินดีตอนรับเข้าสู่ TV MANGO โลกแห่งความสนุก ความบันเทิง สาระความรู้มากมาย เว็บไซต์อันดับ 1 ของประเทศ


บางระจัน ตอนที่ 11


จำนวนผู้ชม: 987    วันที่โพสต์: 5 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 13:53 น.

บางระจัน ตอนที่ 11 

สไบรู้สึกตัวกลางดึก แอบมองผัวค่อยๆลุกออกจากเรือนอย่างเงียบกริบ ความรู้สึกผิดหวังถาโถม เสียใจเหลือเกินที่เขาไม่รักษาคำสัญญาจะไม่ทิ้งเธอไปไหน

คนงามบ้านสามโก้ถอนใจยาว ก่อนจะตัดสินใจสะกดรอยตามผัว แต่ดันเจอกับทัพกับแฟงเสียก่อน สองหนุ่มสาวจากบ้านคำหยาดตกใจและคิดไม่ถึง จะเจอสไบในเวลาเยี่ยงนี้

“ฉันกับพี่ทัพ...เรามาดักดูหน้าพวกสอดแนมอังวะ” แฟงเปิดฉาก

“ฉันตามพี่ใจออกมา ฉันไม่แน่ใจ เขาหายออกมากลางดึก ฉันถึงได้ตามออกมา”

“ถ้ามันจะลอบออกไปนอกค่าย ก็ต้องมาละแวกนี้ นี่เรายังไม่เห็นมันเลย” ทัพเปรยเซ็งๆ

“ถ้าพี่ใจหลบ ไม่ยอมให้เราตามเจอ ก็แสดงว่า...” แฟงถามเสียงเครียด

“ยังมีอีกที่ พี่ใจเคยบอกว่าดึกๆต้องไปที่นั่น”

ทัพกับแฟงมองหน้ากันงงๆ ก่อนจะพูดไม่ออก เมื่อสไบพามาที่เรือนนายทองเหม็น

“พี่ใจบอกว่าต้องมาคอยรับใช้พ่อทองเหม็น ฉันจะเข้าไปถามว่าพี่ใจมาที่นี่หรือเปล่า”

จบคำก็ตั้งท่าจะเข้าไปจริงๆ โชคดีที่ทัพเห็นใจเสียก่อน เลยห้ามไว้ บุ้ยบ้ายให้สองสาวมองไปอีกมุม สไบนิ่งไปอึดใจ เมื่อเห็นผัวถือไหเหล้ามาวางกลางวงเหล้า และคอยรินให้นายทองเหม็นไม่ขาด ทัพกับแฟงมองหน้ากันเครียดๆ คาดไม่ถึงเหมือนกับสไบ ว่าพรานหนุ่มที่กำลังสงสัยจะมาคอยรับใช้พ่อค่ายกลางดึกแบบนี้

ทัพไปส่งสองสาวที่เรือนแฟง หลังจากนั้นไม่นาน เฟื่องมาคอยอยู่แล้วด้วยความเป็นห่วงน้อง ทัพไม่อยากพูดเรื่องใจเลยขอตัวกลับเรือน ทิ้งสไบให้ระบายความอึดอัดใจกับสองพี่น้องจากบ้านคำหยาด

“ตั้งแต่ไอ้เจิดฆ่าพี่ดอกรัก ฉันไม่เคยหลับตาลงได้เลย ฉันเห็นแต่หน้าไอ้เจิด...คนที่เราไว้ใจ แต่มันกลับฆ่าพี่ดอกรัก แล้วพี่ใจ...พี่ใจเป็นน้องมัน ฉันสงสัย ฉันระแวง ทั้งที่ฉันเป็นเมียพี่ใจ”

สไบละอายใจมาก พร่ำโทษตัวเองว่ารักคนผิด เฟื่องสงสาร ดึงตัวมากอดปลอบและให้กำลังใจ

“เฟื่อง...ถ้าคนที่เรารักโกหก เฟื่องจะยังรักเขาอยู่ไหม”

“รักสิสไบ...ถึงคนเลวที่สุดก็มีความรักได้”

สไบน้ำตาร่วง สะอื้นไห้ด้วยความสะเทือนใจ เฟื่องลูบหลังเบาๆก่อนเตือนสติ

“ถ้าคนที่เรารักเป็นคนชั่ว ฉันกลับจะยิ่งรักเขาให้มาก...ให้ความรักเปลี่ยนใจเขาหันมาเป็นคนดี”

ฝ่ายใจ...ไม่รู้เรื่องว่าถูกจับตามอง คอยปรนนิบัติและดูแลพวกพ่อค่ายจนเมามายหลับไป จึงลุกขึ้นด้วยท่าทางเป็นปกติเหมือนไม่ได้กินเหล้า ทหารสอดแนมในคราบพรานหนุ่มเกือบลงเรือนไปแล้ว ถ้านายทองเหม็นจะไม่โพล่งขึ้น

“เอ็งมันคนมีน้ำใจ ดึกดื่นยังมาเป็นหูเป็นตาช่วยเฝ้าค่ายเพื่อให้คนอื่นได้นอนหลับสนิท ต่อไปเอ็งจะเจริญ”

ถ้อยคำพ่อค่ายจอมเมาทำให้ใจอึดอัดมาก และยิ่งร้อนรนหนักเมื่อกลับถึงเรือน แต่ไม่เห็นเมียรัก เขาค่อยๆ หยิบผ้าสไบมาดอมดมสูดกลิ่นกายที่เธอทิ้งไว้ นึกถึงวาจาเชือดเฉือนที่เธอกราดเกรี้ยวใส่ตอนรู้ความจริงเรื่องดอกรัก พรานหนุ่มกำผ้าสไบในมือแน่น หนักใจเหลือเกินแต่ก็ตัดสินใจแล้ว จะพาเมียรักหนีก่อนที่ค่ายจะแตก

“ข้าไม่ใช่คนบ้านระจัน ข้ามาที่นี่เพื่อแผ่นดินของข้า กองทัพของข้า!”

ooooooo

ขณะที่พวกบ้านระจันควานหาตัวสายสอดแนมกันให้วุ่น สุรินทจอข่องกับจอกยีโบกำลังประชุมแผนบุกตีค่ายบ้านระจันกันอย่างเคร่งเครียด โดยเฉพาะนายกองหน้าใหญ่ที่ลำพองใจว่าเหนือกว่าพวกชาวบ้าน

“รบครั้งนี้ ข้ามีทั้งกองม้า กองปืน พลเดินเท้านับพัน เราจะฆ่าชาวบ้านพวกนั้น แล้วบุกไปเผาพวกมันทั้งค่าย”

“แต่ทางเดินทัพที่ท่านวางแผนไว้เป็นทางอ้อม ทัพเราจะเสียเวลา เสียกำลังพล”

“แล้วมีทางไหนดีกว่า หรือจะให้รอกองสอดแนมที่มันหักหลังเพื่อน แปรพักตร์ไปเข้ากับพวกระจัน”

“อองนายศิษย์ข้าจะต้องส่งข่าวแผนการรบบ้านระจันมาให้เรา”

“มันทรยศเรา ข้าไม่เชื่อใจคนของท่านอีก ครั้งนี้ข้าจะไม่พึ่งมัน เจอไอ้อองนายที่ไหน ข้าจะตัดหัวมันประจาน!”

แต่ที่สุรินทจอข่องไม่รู้ คือพวกพ่อค่ายแห่งบ้านระจันฉลาดและรอบคอบมาก โดยเฉพาะนายทองเหม็น ที่แม้จะโผงผางและหุนหันพลันแล่น แต่ก็ไม่ประมาท ออกลาดตระเวนหาทำเลเหมาะจะล่อศัตรูเสมอ ใจซึ่งทำทีชอบมาคลุกคลีกับพ่อค่ายจอมเมา ลอบฟังแผนลวงข้าศึกด้วยความแค้น แต่ก็ต้องเก็บอาการเพื่อปิดบังตัวเอง

แผนลวงข้าศึกของเหล่าพ่อค่าย ถูกใจเขียนใส่กระดาษม้วนเล็กๆ เตรียมนำส่งจอกยีโบโดยนกพิราบสื่อสาร สไบซึ่งสะกดรอยตามผัวตลอด เห็นเขาทำลับๆ ล่อๆในป่าหลังค่าย ก็เพ่งมองด้วยความสงสัย แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเห็นเขาปล่อยนกพิราบขึ้นฟ้า คนงามบ้านคำหยาดน้ำตาคลอ หมุนตัววิ่งออกไปทันที ไม่รู้เลยว่าใจกำลังก้มมองเศษกระดาษม้วนเล็กๆที่ตั้งใจจะส่งแต่แรกในมือนิ่ง...ต่อสู้กับใจตัวเองอย่างหนัก จะเลือกหน้าที่หรือหัวใจดี

ด้านสไบ...วิ่งเร็วไปหยุดหน้าเรือนแฟง น้ำตานองหน้าตอนเล่าสิ่งที่เห็น “ฉันเห็นพี่ใจส่งข่าวไปให้พวกอังวะที่หลังค่าย พี่ใจเป็นพวกสอดแนมอังวะจริงๆ คนที่ฉันไว้ใจ คนที่ฉันรักที่สุดคือคนหักหลังพวกเรา”

แฟงตกใจมาก แต่พยายามตั้งสติ “ฉันต้องไปบอกพี่ทัพ พี่สไบ...อย่าเพิ่งเล่าให้ใครฟังนะ”

แฟงทิ้งเพื่อนให้ร้องไห้คนเดียวที่เรือน ส่วนตัวเองวิ่งหน้าตั้งไปบอกทัพ อดีตทหารกล้าโกรธมาก ตั้งท่าจะไป ฟันใจให้หายแค้น แฟงพยายามรั้งไว้ ไม่อยากให้ฆ่าแกงกัน แต่ทัพไม่สน สวนออกไปเสียงเคร่ง

“โทษตายมันยังน้อยไป มันเป็นพวกข้าศึก”

ท่าทางเกรี้ยวกราดของทัพ ทำให้แฟงอดกลัวไม่ได้ แต่ก็ทำใจกล้า จับมือเขาขอร้อง “ฉันรู้...แต่พี่ใจเป็นคนรักของพี่สไบ ให้โอกาสพี่ใจกลับตัวก่อน ฉันรู้ว่าผิดร้ายแรง แต่ถ้าเป็นพี่ พี่จะทนเห็นคนรักถูกฆ่าลงได้เชียวหรือ”

ทัพเห็นแววตาแฟงแล้วถอนใจหนักหน่วง “แต่คราวนี้ไอ้ใจมันอาจทำให้พวกเราตายกันหมด”

ทัพจับแขนแฟงแน่น ดึงตัวมาใกล้ตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เฟื่องผ่านมาเห็นเลยเข้าไปทัก ก่อนจะลากอดีตคนรักมาคุยอีกทาง และต่อว่าเสียงเข้มว่าเขาทำรุ่มร่ามให้แฟงเสียหาย

ทัพหน้าเสีย เอ่ยเสียงอ่อย “พี่ผิดเอง ที่ไม่ระวัง”

“พี่ทัพ...ถ้าฉันจะถามตรงๆสักข้อ พี่จะตอบฉันได้ไหม” ทัพพยักหน้ารับ เฟื่องถอนใจยาวก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันกับพี่ ถึงจะเคยรัก เคยสัญญาว่าจะไม่แปรเปลี่ยนใจไปจากกัน แต่ชาตินี้บุญเราคงสร้างสมมาไม่พอจะได้อยู่เคียงคู่กัน ฉันยังรักพี่ แต่เป็นรักที่ไม่ล่วงล้ำก้ำเกินด้วยลมหลงเหมือนก่อน เพราะฉันได้ชื่อว่าเป็นเมียพี่ขาบ”

“พี่เข้าใจ เฟื่อง...เอ็งเป็นหญิงดีงามทั้งกายและใจ เอ็งเป็นเมียเพื่อนรักพี่ ความรักความหลงใหลที่เราเคยก่อไว้ มันเหือดแห้งหายไปสิ้นจากใจพี่แล้ว จะเหลือก็เพียงความรักความห่วงใยอย่างที่เห็นเฟื่องเป็นน้องสาวคนหนึ่ง”

“แล้วพี่ยังมีใจให้ผู้หญิงคนอื่นได้อีกไหม” ทัพอึ้ง ไม่อยากเชื่อหูว่าจะได้ยินคำถามนี้จากคนรักเก่า “ตอบเฟื่องคนนี้ให้ชื่นใจทีเถิด พี่ทัพยังมีใจรักผู้หญิงอื่นได้อีกไหม”

“ถ้าเฟื่องถามพี่เมื่อหลายเดือนก่อน พี่ก็จะตอบว่าไม่ แต่ตอนนี้...”

“หัวใจพี่ทัพกำลังรักผู้หญิงคนหนึ่งได้มากกว่าที่เคยรัก ห่วงใยผู้หญิงคนนั้นมากเสมอชีวิตตัวเอง”

“พี่รัก...ห่วงผู้หญิงคนนั้น ไม่ทันรู้ตัวว่าเมื่อไหร่ รู้แต่ว่าอยากให้อยู่ในสายตา อยู่ใกล้ๆ ไม่อยากให้อยู่ไกลกัน”

เฟื่องมองคนรักเก่าด้วยแววตารู้ทัน “พี่จงรัก ดูแลผู้หญิงคนนั้นให้สมรัก สมปรารถนา อย่ากังวลเรื่องอะไร เพราะลมหายใจยามศึกนั้น มันอาจสั้นแค่ชั่วกะพริบตา ...ฉันฝากแฟง น้องสาวฉันด้วย”

ทัพถึงกับอึ้ง พูดไม่ออกไปอึดใจ ก่อนจะค่อยๆ

ยิ้มกว้าง หัวใจพองโตอย่างประหลาดที่เฟื่องเปิดทางให้

ooooooo

แฟงกังวลสารพัดว่าทัพจะถูกพี่สาวเอ็ดแค่ไหน แล้วก็ได้ถอนใจโล่งอก เมื่อเห็นเขาเดินยิ้มกลับมา อดีตทหารกล้าตีหน้าขรึม ไม่ปริปากอะไรจนเธอเริ่มใจเสีย คิดว่าอีกฝ่ายจะฆ่าใจ โทษฐานเป็นทหารสอดแนม

แฟงขยับไปใกล้ วิงวอนขอชีวิตใจกับทัพ “พี่สไบก็เหมือนพี่ฉันคนหนึ่ง ฉันไม่อยากให้พี่เขาร้องไห้ พี่สไบรักพี่ใจมาก มีทางไหนบ้างที่พี่ทัพจะช่วยเปลี่ยนให้พี่ใจกลับมาเข้าข้างพวกเรา”

ทัพถอนใจเบาๆ มองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน “เอ็งกำลังขอเรื่องที่พี่ให้ไม่ได้”

“ฉันรู้ว่าพี่ให้ฉันได้”

ทัพยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนถาม “ทำไมเอ็งถึงมั่นใจนัก” สายตาวิบวับของทัพ ทำให้แฟงเขินจัด “เพราะเอ็งรู้ว่าพี่จะยอมทำทุกอย่าง สิ่งไหนถ้าแฟงต้องการ พี่ทัพคนนี้จะเอามาวางตรงหน้าอย่างนั้นใช่ไหม”

แฟงหลบตาไม่ตอบ ทัพมองมาด้วยความรู้สึกรัก เอ่ยเสียงหวานถึงความในใจ

“ยามศึกอย่างนี้ ชีวิตอาจจะหลุดลอยไปชั่วคมดาบฟัน แฟง...พี่อยากจะขอสัญญาจากเอ็งบางอย่าง แต่พี่กลัวจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ขอให้ศึกครั้งนี้ผ่านไปก่อน ให้พี่ได้รอดกลับมา พี่จะมาถามความจริงจากปากเอ็ง”

แฟงเข้าใจความนัย สบตาเขานิ่ง “พี่ต้องรอดกลับมาพี่ทัพ...ฉันจะรอให้พี่กลับมา”

ทัพกุมมือแฟงแน่นด้วยความดีใจ สบตาหวานซึ้ง ด้วยความรักและผูกพันที่ก่อตัวหนาแน่นโดยไม่รู้ตัว

หลังเปิดทางให้คนรักเก่าดูแลน้องสาว เฟื่องก็กลับเรือนไปดูแลผัวอย่างที่ควรทำมานาน ขาบกลับมาเห็นเมียรักชุนเสื้อให้ก็ยิ้มกว้าง ขยับตัวไปนั่งใกล้ เฟื่องไม่ถอยหนีเหมือนก่อน แต่กลับเอ่ยถามเสียงเรียบ

“เสื้อถูกดาบฟันขาดยาวเป็นคืบ ทำไมไม่เอามาให้ชุน”

“ใครจะกล้า พี่ไม่รู้นี่ว่าเฟื่องจะเมตตาพี่แค่ไหน”

“พี่กับฉัน เป็นเหมือนคนคนเดียวกันไปแล้ว มีอะไรก็บอกมา ฉันเต็มใจจะทำให้”

คำพูดเมียรักทำให้ขาบหัวใจพองโต เอื้อมไปกุมมือ ซาบซึ้งใจมากที่เธอยอมเปิดใจ

ฝ่ายทัพ...หลังตกลงเรื่องหัวใจกับแฟงได้ ก็ชวนเธอกลับไปหาสไบเพื่อดูท่าทีของใจ แต่ไม่วายกำชับ

“อย่าเพิ่งให้ใครรู้เรื่องไอ้ใจ ย้ำสไบด้วยว่าอย่าเพิ่งมีพิรุธให้มันรู้ตัว จับตาดูมันไว้ มีอะไรผิดหูผิดตาให้มาบอก”

“เรายังพอมีหวังจะเปลี่ยนใจพี่ใจอยู่ใช่ไหมจ๊ะ”

ทัพไม่ทันตอบ ก็ต้องหันขวับ เมื่อได้ยินเสียงใจเดินมาจากอีกมุม ทักทายเหล่าชาวบ้านหญิงในครัว อดีตทหารกล้าเกือบจะพุ่งไปเอาเรื่องอยู่แล้ว ถ้าแฟงจะไม่ดึงให้หลบเสียก่อน

“พี่บอกเองว่าอย่าเพิ่งให้พี่ใจรู้ตัวไง”

ทัพกำมือแน่น ข่มอารมณ์เดือดพล่านเต็มที่ “ไอ้ใจมันซ่อนสีหน้าได้สนิทจริงๆ มันใจเย็นมาก”

ใจไม่รู้ว่าถูกทัพกับแฟงสะกดรอย เดินเลยจากครัวกลับไปหาเมียรัก สไบตีหน้านิ่ง ก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดพื้นเรือน และเบี่ยงตัวหลบทันควันเมื่อเขาเดินมาโอบกอดจากด้านหลัง ท่าทางแปลกๆของเมียรักทำให้ใจชะงัก แต่ไม่ทันถาม คนงามบ้านสามโก้ก็รู้สึกตัวก่อน รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนหวานเหมือนเคย

“พี่หิวข้าวหรือยัง รอเดี๋ยวนะ...วันนี้ฉันแกงสายบัวที่พี่ชอบไว้ ฉันจะไปยกมาให้”

ใจปลื้มมาก ดึงเธอมากอด “เดี๋ยวก่อนก็ได้ หิวแค่ไหนก็ขอคุยกับเมียก่อน”

“เหนื่อยไหมล่ะจ๊ะ ไปกับพ่อทองเหม็นถึงไหนมา”

“ก็เดินลาดตระเวนดูรอบๆค่าย แล้วเลยคลองสะดือลงไปอีกเกือบร้อยเส้น”

สไบแกล้งทำเป็นตกใจ ไม่รู้เรื่อง “โอ้โห...ไกลขนาดนั้นเชียวหรือ ระวังไปเจอพวกกองทหารอังวะเอานะ”

“พ่อทองเหม็นบอกว่าเพื่อให้แน่ใจ ว่าพวกอังวะไม่ได้แอบซุ่มอยู่ใกล้ๆค่ายเรา”

ใจกอดเมียด้วยความรักสุดหัวใจ ไม่รู้เลยว่าสไบต้องข่มใจอย่างหนัก ไม่ให้กรีดร้องบ้าคลั่งที่รู้ว่าเขาเป็นอังวะ

ooooooo

แม้จะเอาชนะกองทัพอังวะได้หลายครั้ง แต่พวกชาวค่ายบ้านระจันก็ไม่ชะล่าใจ ปล่อยปละละเลยไม่ซ้อมรบ โดยเฉพาะพวกทัพกับกองม้าจากบ้านคำหยาด ตั้งหน้า ตั้งตาซ้อมกับพวกชาวบ้านไม่หยุดหย่อน เป็นที่พอใจแก่เหล่าพ่อค่ายมาก และเชื่อมั่นว่าค่ายบ้านระจันแห่งนี้จะช่วยปกป้องบ้านเมืองไปได้อีกหลายเพลา

แต่ความสงบก็อยู่กับพวกชาวค่ายไม่นาน เมื่อหน่วยลาดตระเวนสามสี่นายกลับมารายงานแท่นเสียงเข้ม

“กองสอดแนมบอกว่าเห็นพวกอังวะที่ค่ายวิเศษ–ไชยชาญ มันกำลังจัดเตรียมกำลังทหาร อาวุธครบมือเป็นการใหญ่ ครั้งนี้สุรินทจอข่อง แม่ทัพใหญ่มันจะยกมาเอง พวกมันคงจะเดินทัพมาหักค่ายเราภายในสองสามวันนี้แน่ ขอพวกเราจัดเวรยามให้แน่นหนา คืนนี้ข้าจะประชุมพ่อค่ายทั้งหมด แล้วจะมาแจ้งให้พวกเราสู้ว่าจะตั้งรับมันยังไง”

เหล่านักรบแม้จะพร้อมสู้ แต่จำนวนมากมายของข้าศึกก็ทำให้อดครั่นคร้ามไม่ได้ รวมทั้งพวกบ้านคำหยาด แต่เพื่อแผ่นดินอันเป็นที่รัก ทัพเลยเป็นตัวแทนทุกคนไปพูดกับแท่น

“ศึกใหญ่ครั้งนี้ ขอพวกฉันเข้าฟังประชุมด้วยเถิดพ่อแท่น...พวกฉันกองม้าบ้านคำหยาดเคยรบกับกองทัพอังวะมาหลายศึก อาจจะช่วยพ่อค่ายและชาวบ้านระจันได้เต็มกำลังมากขึ้น”

ด้านใจ...นอนกอดเมียรักอย่างมีความสุข สไบแต่งตัวสวยเป็นพิเศษ หวังดึงเขาไว้ด้วยกันทั้งคืน

“คืนนี้ไม่ต้องออกไปหาพ่อทองเหม็นได้ไหมจ๊ะ ฉันอยากอยู่กับพี่อย่างนี้”

“พี่ก็อยากอยู่กับสไบ ไม่ห่างไปไหน อยู่กันจน วันตาย”

“ชื่นใจฉันนัก พี่อย่าทิ้งฉันไปไหนนะ”

“พี่จะทิ้งสไบได้ยังไง ทุกวันนี้พี่ก็ทำทุกอย่างเพื่อสไบคนเดียว”

“เมื่อก่อนฉันห่วงพี่ดอกรัก จะทำอะไรก็กลัวพี่ ดอกรักจะโกรธพี่ แต่ตอนนี้...ฉันอยากให้เสร็จศึกเร็วๆ อยากให้แผ่นดินกลับมาปกติสุข เราจะได้ทำไร่ทำนาอยู่ด้วยกัน พี่อยู่ที่ไหน ฉันก็จะขออยู่ใกล้ๆพี่...จนกว่าเราจะตายจากกัน”

สไบเอื้อมไปกุมมือผัว สบตาแน่นิ่งเหมือนจะวัดใจ ท่าทีลังเลของเขาทำให้ตัดสินใจแกล้งถาม

“หรือพี่ใจไม่ได้อยากจะอยู่กับฉัน”

“ทำไมพูดอย่างนั้น พี่รักสไบ พี่อยากอยู่กับสไบจนแก่เฒ่า”

สไบเลื่อนตัวไปกอดผัวแน่น เอ่ยเสียงอ่อนถึงอนาคตที่อยากมีร่วมกับเขา

“ฉันจะเป็นเมียที่ดีของพี่ มีลูกให้พี่หลายๆคน พี่ใจ...เราจะไม่แยกจากกันนะจ๊ะ” สไบเงยหน้าสบตาหวาน ก่อนจะพูดตบท้าย “แล้วเราจะรับพ่อจาดของพี่มาอยู่ด้วย ฉันจะดูแลพ่อของพี่เอง”

สไบตีหน้ายิ้มแย้ม ทำทีเป็นมองไม่เห็นสายตาลำบากใจของผัว ที่ต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับหัวใจ

กลางดึกคืนเดียวกันนั้น...พวกทัพเดินตามแท่นมาร่วมประชุมวางแผนศึกร่วมกับเหล่าพ่อค่ายทั้งหมด สายตาหลายสิบคู่จับจ้องไปยังเหล่านักรบจากบ้านคำหยาดด้วยแววตาจับสังเกต แท่นเลยถือโอกาสแนะนำ

“ไอ้ทัพ ไอ้สังข์ ไอ้ขาบ คนของหมู่ข้า กองม้าบ้านคำหยาด ฝีมือดาบมันไม่เป็นรองใคร ข้าอยากให้มันมาฟังการประชุมด้วย ขอให้พ่อค่ายทุกคนจงไว้ใจมัน”

พวกทัพยกมือไหว้ทุกคนด้วยความเลื่อมใสศรัทธา พ่อค่ายทั้งสิบเอ็ดมองมานิ่งๆ ก่อนจะเริ่มต้นวางแผน

“ครานี้...สุรินทจอข่อง แม่ทัพค่ายเกียกกายมันจะนำทัพมาเอง เราจะวางแผนสู้กับมันยังไง...”

พันเรืองเป็นคนเปิดฉาก หลังจากนั้นเหล่าพ่อค่ายกับพวกทัพก็หารือกันอย่างเคร่งเครียด เวลาหลายชั่วยามผ่านไปช้าๆ แต่เหล่าผู้กล้าแห่งค่ายบ้านระจันก็ไม่ย่อท้อหรืออิดโรย โดยเฉพาะนายทองเหม็นที่ประกาศกร้าว

“ศึกนี่เราต้องระดมกันออกไปรับศึกกันเกือบหมดค่าย ไม่อย่างนั้นต้านพวกอังวะไม่อยู่แน่”

“ไม่ต้องห่วง พวกข้าสู้ตาย ไม่เสียดายชีวิตอยู่แล้ว” แท่นเอ่ยเสียงเข้ม

“ข้ารบกับพ่อแท่นมาหลายศึก ข้าขอตามพ่อแท่นไป” โชติอาสา

เมืองกับอิน นักรบบ้านศรีบัวทองขอตามไปด้วย จนกว่าข้าศึกจะหมดไปจากแผ่นดิน นายทองแสงใหญ่มองมาด้วยความชื่นชม เช่นเดียวกับพันเรืองที่ขอออกรบด้วย ขุนสรรค์ได้ยินคนอื่นบอกให้เฝ้าค่ายก็อดย้อนขำๆไม่ได้

“เห็นว่าข้าฟันดาบสู้พวกพ่อๆไม่ได้หรือไง”

พันเรืองส่ายหน้ายิ้มๆก่อนจะเป็นฝ่ายตอบแทนทุกคน “ไม่ใช่อย่างนั้น ข้าเห็นว่ากระสุนดำเรามีจำกัด เอาไว้พวกข้าเอาไม่อยู่ พ่อขุนสรรค์ค่อยออกช่วยเป็นกองหนุน”

นายจันหนวดเขี้ยวเสนอตัวบ้าง แต่นายทองเหม็นรั้งไว้ “พ่อจันฝีมือดาบเป็นยอด ขอเป็นดาบสุดท้ายที่จะฆ่าพวกมันอยู่ที่นี่เถอะ เรามีชาวค่ายผู้หญิงและเด็กๆ คนเฒ่าคนแก่ที่ต้องมีคนคุ้มกันในค่ายนี้อีกเยอะ”

นายจันหนวดเขี้ยวมีสีหน้าผิดหวัง ทองแก้วกับ ดอกไม้กลัวถูกสั่งให้อยู่ในค่ายบ้าง อาสาออกรบเต็มที่

“พวกฉันไม่ขออยู่เฝ้าค่ายนะ ขอออกรบเป็นกองหน้า ถ้าจะตายก็ขอตายก่อนทุกคน!”

ooooooo

พวกพ่อค่ายสั่งให้ตีกลองศึกเรียกนักรบบ้านระจันในเช้าตรู่วันถัดมา หลวงพ่อธรรมโชตินั่งอยู่กลางลาน พนมมือสวดคาถาเป็นสิริมงคลแก่พวกนักรบให้นำชัยชนะกลับมา ใจสะดุ้งสุดตัว ได้ยินเสียงกลองก็ทำท่าจะผละจากอ้อมกอดเมียรัก สไบพยายามยื้อ แต่เขายืนกรานจะไปร่วมรบกับทุกคนให้ได้!

ส่วนพวกทัพไปรวมพลและรับพรจากหลวงพ่อที่ลานค่าย สังข์กวาดตามองรอบๆ มองหาใจ โดยมีขาบช่วยดูด้วย แต่ไม่พบ เลยเชื่อว่าพรานหนุ่มคงลอบไปส่งข่าว ทัพส่ายหน้าเบาๆก่อนจะบอกว่าใจอยู่กับสไบตั้งแต่เมื่อคืน สังข์กับขาบมองมาด้วยสงสัย ทัพเลยอธิบายแผนการที่ส่งแฟงไปบอกสไบให้หาทางกันใจออกจากทุกคนในค่าย โดยเฉพาะนายทองเหม็น สังข์กับขาบยังไม่เข้าใจ แต่ทัพก็ไม่เฉลย ได้แต่พูดทิ้งท้าย

“ดีแล้วที่ไอ้ใจมันไม่มาที่นี่ ข้าอยากจะรู้ความจริงบางอย่าง...”

ใจไม่รู้เรื่องว่าถูกซ้อนแผน ตกใจหน้าซีดเมื่อเห็นเมียรักเป็นลมไปต่อหน้าต่อตา รีบอุ้มไปหาเฟื่องกับแฟงที่โรงครัวให้ช่วย ก่อนจะขอตัวไปช่วยเขารบ แฟงรู้ทัน รีบโพล่งออกไปเพื่อรั้งตัวไว้

“พี่ใจ...พี่สไบเป็นอะไร อยู่ๆจะมาทิ้งให้ฉันแบบนี้ได้ยังไง เกิดพี่สไบตาย ฉันจะทำยังไง”

เสียงกลองศึกและภาพเหล่านักรบบ้านระจันเตรียมตัวออกรบ ทำให้ใจคิดหนัก เป็นห่วงเมียรัก แต่ต้องรีบไปส่งข่าวให้จอกยีโบ สไบซึ่งแกล้งเป็นลมมาครู่ใหญ่ เห็นว่าถึงเวลาเลยค่อยๆปรือตาขึ้น ใจเลยยิ้มออก

“สไบ...สไบไม่เป็นอะไรมากแล้ว พี่ฝากสไบก่อนนะ รบเสร็จพี่จะกลับมารับ”

ใจหมุนตัววิ่งออกไปแล้ว แฟงห้ามไม่ทันเลยชวนสไบให้ตามไปด้วย โดยมีเฟื่อง จวงและพวกหญิงชาวบ้านมองตามด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ ทำไมสองสาวต้องเร่งร้อนตามใจไปขนาดนั้น

แฟงกับสไบตามหาใจให้วุ่น ไม่รู้เลยว่าเขาลอบไปส่งข่าวผ่านนกพิราบสื่อสารที่ชายป่าหลังค่าย ส่วนเหล่านักรบก็เคลื่อนพลออกจากค่ายไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น โดยมีพวกพ่อค่ายเป็นกองหน้า นำทุกคนออกไปรบ

ด้านกองทัพอังวะของสุรินทจอข่องเคลื่อนพลนับพันไปรออยู่แล้ว ยิ้มด้วยความกำแหงใจ

“วันนี้ไอ้พวกชาวบ้านอวดเก่งนั่น มันจะต้องจำชื่อข้า...สุรินทจอข่อง ไปจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย”

จอกยีโบเพิ่งได้รับสารจากศิษย์รัก เลยรีบควบม้าไปหาสุรินทจอข่องเพื่อแจ้งข่าว “อองนาย...ทหารของข้าส่งข่าวมาแล้ว คราวนี้มันระดมพวกหัวหน้าค่ายออกมาเกือบหมด นักรบกองหน้ามันชื่อแท่น เป็นคนสำคัญใน การรบ อย่านำกำลังเข้าปะทะ มันจะต้อนท่านให้ไปทางคลองสะดือเหนือทุ่งห้วยไผ่ ทัพท่านจะติดค้างที่คลองสะดือ หนีไม่ทัน”

“ไอ้แค่กองหน้าไม่กี่ร้อยกองเดียว จะต้านกำลังกองทัพของข้าได้ก็ลองดู”

“พวกมันมีอีกสองกองแอบข้างกองสะดือ จะออกโจมตีกระหนาบจนท่านไม่มีทางหนี”

“ข้าไม่เชื่อ ชาวบ้านแค่หยิบมือ โง่เง่าอย่างพวกมัน จะมีปัญญาอะไรมาวางกลศึก” 

ไทยรัฐออนไลน์ 



ข่าวน่าสนใจ 10 อันดับ
1เด็กไทยครึ่งประเทศ ตกเลข เหตุผลเพราะ…?
2ประกาศเตรียมนำออกใช้ ธนบัตร100บาท รูป สมเด็จพระเทพฯ
3ครม.คุมราคาสินค้า 41 รายการ สบู่-แชมพู รอด!
4Tattoo ที่สามารถทด สอบน้ำตาลในเลือดได้ง่ายๆ
5ดวงประจำวันพุธที่ 21 ม.ค พ.ศ.2558
6โบลต์ อีวี รถต้นแบบ ใช้สมาร์ทโฟนแทนกุญแจ
7ดวงประจำวันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558
8วิธีคั้นมะนาวให้ได้ น้ำมาก-ไม่ขม
9มีเพศสัมพันธ์โดยไม่รู้ตัว
10เมืองน่านชวนเที่ยว งานรถถีบสยาม
ไปด้านบน
Facebook TVMANGO Twitter TVMANGO YouTube Channel RSS
ใช้เวลาในการโหลดหน้าเว็บ : 0.05 วินาที